วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สังฆภัณฑ์


สังฆภัณฑ์




มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาและความหมายกันนะค่ะ


     สังฆภัณฑ์ คือ เครื่องใช้ในกิจของพระสงฆ์ แต่หากจะพูดให้กว้างขึ้น สังฆภัณฑ์ ยังรวมเอาเครื่องใช้สำหรับพิธีการทางศาสนาเข้าไปด้วย เช่น โต๊ะหมู่บูชา เครื่องบูชา เครื่องทองเหลือง พระพุทธรูป รูปเหมือนต่างๆเป็นต้น

     บุญ มาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า "ปุญญะ" แปลว่า เครื่องชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ บุญเป็นเครื่องกำจัดสิ่งเศร้าหมองที่เรียกว่า กิเลส ดังนั้น การทำบุญจึงเป็นการช่วยลด ละ เลิก คามโลภ ความเห็นแก่ตัว ทำให้ใจเป็นอิสระ พร้อมก้าวต่อไปในคุณความดีอย่างอื่น เมื่อเวลาเราทำบุญ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง การตักบาตรพระ หรือเข้าวัดทำบุญถวายไทยทาน หรือ สังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์

      การถวายทาน เป็นการถวายวัตถุที่ควรให้เป็นทานแก่พระภิกษุ สามเณร เพื่อใช้สอยหรือบูชาพระตามสมควร การถวายทานแบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ
      1. ถวายเจาะจงเฉพาะรูปนั้นรูปนี้อย่างหนึ่ง เรียกว่า ปาฎิบุคลิกทาน สำหรับการถวายทานประเภทนี้ไม่จำต้องมีพิธีกรรมอะไรในการถวาย เพราะผู้ถวายเกิดศรัทธา จะถวายสิ่งใดแก่ภิกษุหรือสามเณรรูปใด ก็จัดสิ่งนั้นมอบถวายเฉพาะรูปนั้นเป็นรายบุคคล สำเร็จเป็นทานแล้วและผู้รับปาฎิบุคคลทาน จะอนุโมทนาอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลเช่นกัน แต่มีอานิสงส์น้อยกว่า เพราะเป็นการให้ทานโดยจำกัดเฉพาะบุคคลว่าต้องเป็นผู้นั้นผู้นี้
      2. ถวายไม่เจาะจงรูปใด มอบเป็นของกลาง ให้สงฆ์จัดเฉลี่ยกันใช้สอยเอง อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า สังฆทาน เป็นการถวายสิ่งของแก่หมู่พระภิกษุสงฆ์ เป็นการถวายโดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เม่อถวายแล้วก็ให้ถือว่า พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปมีสิทธิ์ใช้สอยสิ่งของเหล่านั้นตามสะดวกอาจจะเพียงตัวแทนสงฆ์เพียงรูปเดียวมารับประเคน ก็ถือว่าเป็นสังฆทานเหมือนกัน

บุญสังฆทาน
       สังฆทาน คือ พิธีกรรมการถวายไทยทานหรือวัตถุสิ่งของ ข้าว ผ้า ยา น้ำ ฯลฯ แก่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งถือเป็นบุญนิยม ที่ชาวไทยทุกหมู่เหล่ามักจะทำกันเป็นประจำ จนกลายเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ที่จำเป็นในการทำบุญของชายพุทธไทยปัจจุบัน มูลเหตุของการถวายสังฆทาน ปรากฎในพระไตรปิฏกเล่มที่ 14 ทักขิณาวิภังคสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงการจำแนกทักษิณาทาน โดยมีเรื่องเล่าว่า สมัยที่พระพุทธองค์เสร็จประทับ ณ วัดนิโครธาราม เขตเมื่องกบิลพัสดุ์ พระนางมหาปชาบดีโครตมี พระมารดาเลี้ยงของพระพุทธองค์ เสร็จมาเฝ้าพร้อมกับผ้าใหม่คู่หนึ่งซึ่งทรงทอด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง ทรงตั้งพระทัยจะถวายเจาะจงพระพุทธเจ้าเท่านั้น ทรงน้อมผ้าคู่นั้นเข้าไปถวายพร้อมกับกราบทูลว่า ขอพระพุทธองค์ทรงปฎิเสธพร้อมกับพระดำรัสว่า ขอพระนางจงถวายแก่สังฆ์เถิด เมื่อสงฆ์รับแล้วผ้าคู่นี้ก็จักเป็นการบูชาทั้งอาตมาภาพและสงฆ์ เมื่อทรงสดับเช่นนั้น พระนางก็ไม่ทรงละความพยายาม ทรงน้อยผ้าคู่นั้นเข้าถวายอีกถึง 3 ครั้ง แต่พระพุทธองค์ก็ทรงปฎิเสธเหมือนเดิมถึง 3 ครั้งเช่นกัน จนท่านพระอานนท์ทนไม่ไหว ต้องกราบทูลพระพุทธองค์ขึ้นว่า ขอพระพุทธองค์ได้โปรดอนุเคราะห์พระน้านาง ด้วยการรับผ้านี้ด้วยเถิด เพราะพระนางมีบุญคุณใหญ่หลวงนัก นับตั้งแต่พระพุทธมารดาเสด็จสวรรคต พระนางก็ทรงอภิบาลฟูมฟัก ถวายพระเกษัยรธาร (น้ำนม) จากพระอุระของพระนางเอง พระนางทรงเป็นบุพการีบุคคล พระพุทธเข้าข้า แม้ท่านพระอานนท์จะกราบทูลรบเร้าอย่างไร พระพุทธองค์ก็ทรงยืนยันพระดำรัสเดิม คือ ตรัสแนะนำให้นางถวายผ้านั้นเป็นสังฆทาน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระนางมหาปชาคีโคตมี ทรงโทมนัสพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพื่อต้องการจะอนุเคราะห์พระนาง พระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรมยกย่องว่า สังฆทาน การถวายทานเจาะจงสงฆ์โดยส่วนรวม มีผลมากกว่าการปฎิบุคคลิกทานทุกประเภท จนพระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงเข้าพระทัยแจ่มแจ้ง จางคลายจากความเศร้าโศก ได้น้อมถวายผ้าคู่นั้นถวายแก่คณะสงฆ์ กลายเป็นตัวอย่างการถวายสังฆทานสืบต่อกันมา แต่ในปัจจุบัน มีชาวพุทธไทยส่วนหนึ่งที่ไม่เข้าใจและรู้เพียงว่า สังฆทาน คือ ทานที่ถวานแก่พระสงฆ์ เพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆเช่น ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา เสริมราศี เมื่อเวลาที่เกิดเคราะห์หามยามร้าย ป่วยไข้ หรือถูกหมอดูทักว่า ดวงไม่ดี ซึ่งพิจราณาดูจะพบว่าไม่มีปรากฎตัวอย่างในพระไตรปิฏกเลย แต่กลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป
   
 
สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์




ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International.

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ความหมายที่ควรรู้

ความหมาย


     ทำบุญ คือ การพยายามเลิกละความประพฤติชั่วทุกอย่าง จนเต็มความสามารถและพยายามสร้างกุศลสำหรับตนให้พร้อมเท่าที่จะสร้างได้ กับ พยายามชำระจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ ด้วยการพยายามทำตามคำสอนในหลักการนี้เป็นการพยายามทำดี

     บุญพิธี ได้แก่ พิธีทำบุญเนื่องด้วยประเพณีในครอบครัวของพุทธศาสนิกชน เป็นประเพณีเกี่ยวกับชีวิตคนไทยทั่วไป ส่วนมากทำกันเกี่ยวกับเรื่องฉลองบ้าง เรื่องต้องการสิริมงคลบ้าง เรื่องตายบ้าง ในเรื่องเหล่านี้นิยมทำบุญทางพระพุทธศาสนา เช่น ทำบุญเลี้ยงพระและตักบาตร เป็นต้น แยกเป็น 2 ประเภท คือ
                 ก. ทำบุญงานมงคล
                 ข. ทำบุญงานอวมงคล
      ทานพิธี  หมายถึง พิธีถวายทางต่างๆ การถวายทาน คือ การถวายวัตถุที่ควรให้เป็นทาน ในพระพุทธศาสนา เรียกวัตถุที่ควรให้เป็นทานนี้ว่า "ทานวัตถุ" จำแนกไว้ 10 ประการ คือ (๑) ภัตตาหาร (๒) น้ำรวม ทั้งเครื่องดื่มอันควรแก่สมณบริโภค (๓) ผ้าเครื่องนุ่งห่ม  (๔) ยานพาหนะ สงเคราะห์ ปัจจัยค่าโดยสารเข้าด้วย (๕) มาลัยและดอกไมเครื่องบูชาชนิดต่างๆ (๖) ของหอม หมายถึง ธูปเทียนบูชาพระ (๗) เครื่องลูบไล้ หมายถึง เคร่องสุขภัณฑ์สำหรับชำระร่างกายให้สะอาด มีสบู่ เป็นต้น (๘) เครื่องที่นอนอันควรแก่สมณะ (๙) ที่อยู่อาศัย มีกุฎิเสนาสนะ และเครื่องสำหรับเสนาสนะ เช่น เตียง ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น (๑o) เครื่องตามประทีป มีเทียน จุดใช้แสงตะเกียง น้ำมันตะเกียง และ ไฟฟ้า เป็นต้น

       ปกิณกพิธี  เป็นพิธีเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับพิธีปฎิบัติบางประการ ในการประกอบพิธีต่างๆ มี 5 เรื่องคือ
              ก. วิธีแสดงความเคารพพระ
              ข. วิธีประเคนของพระ
              ค. วิธีทำหนังสืออารธนา และ ทำใบปวารณาถวายจตุปัจจัย
              ง.  วิธีอารธนาศีล  อารธนาพระปริตร อาธนาธรรม
              จ. วิธีกรวดน้ำ







สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International.

สังฆภัณฑ์

การถวายสังฆทาน


    สังฆทาน คือ ทานที่ถวายแด่พระสงฆ์ มิได้เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งโดย เฉพาะถือว่าเป็นการถวายแด่สงฆ์ได้บุญมาก ถ้าถวายเฉพาะเจาะจง คือตั้งใจถวายเฉพาะพระภิกษุสามเณรรูปนั้น รูปอื่นไม่ถวายเรียกว่า ปาฏิบุคลิกทาน แปลว่า ทานที่ถวายเฉพาะบุคคล



ผลิตภัณฑ์

          สิ่งของที่ควรมี ในชุด “สังฆทาน” หนึ่งชุดของกลุ่มตัวอย่าง ให้ความสำคัญมากที่สุดกับยามัญประจำบ้าน (ร้อยละ 86.0รองลงมาเป็นธูปเทียน (ร้อยละ 76.4ชุดผ้าไตร (ร้อยละ 74.8สบู่/แชมพู (ร้อยละ 71.1ส่วนสิ่งที่ให้ความสำคัญน้อยมาก ได้แก่ เครื่องเขียน (ร้อยละ 23.6และ หนังสือธรรมมะ (ร้อยละ 22.5นอกจากนี้ในส่วนที่กลุ่มตัวอย่างระบุข้อมูลเพิ่มเติม จะเน้นไปที่ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แปรงและยาสีสัน อุปกรณ์ทำความสะอาด น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก หลอดไฟ รวมทั้งปัจจัยหรือเงินด้วย          
ปัจจัยในการพิจารณา เลือกซื้อชุด “สังฆทาน” ของกลุ่มตัวอย่าง จำนวนร้อยละ 65.9 พิจารณาจาก ชนิดของของที่บรรจุอยู่ภายในสังฆทาน รองลงมาในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันคือ ราคาที่ร้อยละ 61.6 วันหมดอายุ ร้อยละ 53.1 ส่วนความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ สถานที่จำหน่าย ป้ายรายละเอียดสินค้า และยี่ห้อของของภายในชุด เป็นปัจจัยที่นำมาพิจารณาในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันแต่ไม่มากนัก ในขณะที่ ยี่ห้อ ถูกนำมาเป็นปัจจัยพิจารณาเพียงร้อยละ 3.5 เท่านั้น นอกจากนี้มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 3.9 ไม่สนใจปัจจัยใดๆ มาพิจารณาในการเลือกซื้อชุดสังฆทานเลย และร้อยละ 2.7 เลือก อื่นๆ โดยระบุว่าเป็นสิ่งของตามความจำเป็นและใช้ประโยชน์ได้จริง 




สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์


ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International.

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การแต่งกายไปวัดและการเตรียมตัวก่อนไปวัด

การแต่งกายไปวัดและการเตรียมตัวก่อนไปวัด การแต่งกายไปวัด มีความสำคัญอย่างไร?     การแต่งกายให้ถูกต้อง และสุภาพไปวัดเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะ วัด เป็นสถานที่สำคัญในการปลูกฝังพระธรรม คือ ทาน ศีล ภาวนา ให้แก่ประชาชนสำหรับไว้ต่อสู้ทำลายล้างกิเลส โดยมีพระภิกษุเป็นผู้แนะ ได้แก่ อบรมสั่งสอนชี้ทางถูก และผู้นำ ได้แก่ ประพฤติประพฤติชอบให้ดูเป็นตัวอย่าง

     วัด นอกจากเป็นแหล่งอบรมปลูกฝังพระธรรมแล้ว ยังเป็นจุดรวมให้ประชาชนเข้ามา วัด หรือสอบตัวเองว่าการให้ทาน รักษาศีล การเจริญภาวนาของตัวมีอยู่และถูกต้องหรือไม่ วัดกิริยามารยาท คุณสมบัติผู้ดี คุณธรรมต่างๆ ฯลฯ ของแต่ละคนว่าจะมีหรือไม่ จะมีมากหรือน้อยกว่ากันอย่างไร จะได้แก้ไขปรับปรุงให้มีและดียิ่งๆ ขึ้นไป

     วัด เมือ่เป็นสถานที่ปลูกฝังพระธรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดแห่งชีวิต จึงนับว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เมื่ออยู่วัด ทุกคนต้องระมัดระวังจนให้ คิด พูด ทำ แต่ในสิ่งที่สมควรเสมอ คือ ช่วยกันรักษาความสงบ ความสะอาด ความเรียบร้อย ทั้งของตนเองและของวัดให้ดี ถ้าคนใดประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมภายในบริเวณวัด ก็จะเป็นความเสื่อมอย่างยิ่งทั้งแก่ตนเอง ผู้อื่น และพระพุทธศาสนาการแต่งกายของสุภาพชน ?

      ปกติการแต่งกายออกนอกบ้านของสุภาพชน ย่อมคำนึงถึงเหตุผล 3 ประการต่อไปนี้ เพื่อประโยชน์สุขของตนเอง และส่วนรวม คือความสะอาดความสุภาพความเหมาะสมกับสถานที่ที่จะไปเมื่อจะไปวัดควรแต่งกายดังนี้

1) เสื้อผ้าควรเป็นสีขาวทั้งชุด หรืออย่างน้อยก็เสื้อสีขาว ยกเว้นเครื่องแบบของข้าราชการ       
2) เนื้อผ้า ไม่ควรโปร่งบาง ประณีตมาก หรือหรูหราราคาแพงเกินไป       
3) การตัดเย็บควรให้หลวมพอสมควร ไม่รัดรูป เพื่อสะดวกในการกราบไหว้พระและนั่งสมาธิ(Meditation) ผู้หญิงไม่ควรนุ่งกระโปรงสั้น หรือชะเวิกชะวากผ่าหน้าผ่าหลัง ควรนำผ้าคลุมเข่าไปด้วย เพื่อใช้คลุมเข่าขณะนั่งพับเพียบหรือนั่งสมาธิ       
4) ทรงผม ผู้ชายควรตัดให้สั้น ถ้าไว้ยาวก็หวีให้เรียบร้อย ส่วนผู้หญิงอย่าแต่งผมประณีตเกินไป ผู้ผมเห็นจะได้ไม่เกิดความคิดฟุ้งซ่าน       
5) ไม่ควรใช้น้ำมันใส่ผม ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรเป็นชนิดที่มีกลิ่นอ่อนที่สุด จะได้ไม่รบกวนผู้อื่น       
6) น้ำหอม ควรเว้นเด็ดขาด       
7) การแต่งหน้า เขียนคิ้ว ทาปาก ทาเล็บ ฯลฯ จนเกินงาม ไม่ควรกระทำ       
8) เครื่องประดับราคาแพง เช่น แหวนเพชร นาฬิกาเรือนทอง หรือสร้อยทองคำเส้นโตๆ ฯลฯ ไม่ควรสวมใส่เด็ดขาดเรื่องการแต่งกาย พึงระลึกเสมอว่า 
วัด - ไม่ใช่เวทีประกวดความงาม หรือสถานที่พลอดรัก       
วัด - ไม่ใช่สถานที่อวดความมั่งมี       
วัด - ไม่ใช่สนามกีฬา       
วัด - ไม่ใช่ตลาดขายสินค้า       
วัด - ไม่ใช่โรงมหรสพ       
วัด - เป็นสถานแสวงบุญ       
ดังนั้น กิเลสใดที่พอจะกำจัดได้เอง ควรกำจัดทิ้งไว้นอกประตูวัดเสียก่อน การแต่งกายด้วยชุดขาวมีอานิสงส์ คือ      
1) ทำให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย       
2) ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งการปฏิบัติธรรม       
3) ทำให้เกิดความเสมอภาพแก่ชนทุกชั้น       
4) ทำให้เกิดสติ มีความสำรวมระวังเพิ่มมากขึ้น       
5) ทำให้ใจผ่องแผ้ว พร้อมที่จะเข้าถึงธรรมกฎระเบียบการมาวัดพระธรรมกาย  
วัดพระธรรมกาย เป็นบุญสถานของพุทธศาสนิกชนทุกท่าน เป็นสถานที่ต้องการความสงบ ความสะอาด ความเรียบร้อย และสำรวม ดังนั้นโปรดให้ความเคารพต่อสถานที่ด้วยการปฎิบัติตามกฎต่อไปนี้ อย่างเคร่งครัด

...................................................................................................................................................................

1.ห้ามสูบบุหรี่ ตลอดจนไม่นำสิ่งเสพติดให้โทษเข้ามา
2.ห้ามอ่านหรือนำหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งตีพิมพ์ ที่นำมาซึ่งความร้อนใจ 
3.ห้ามนำสินค้า หรือสิ่งของใดๆเข้ามาจำหน่าย 
4.ห้ามเปิดวิทยุ หรือเครื่องกระจายเสียง และเทบบันทึกเสียงเพลง 
5.ห้ามนำสัตว์มาปล่อยในบริเวณวัด 
6.ห้ามโฆษณาชวนเชื่อหาเสียงใดๆทั้งสิ้น 
7.ห้ามร้องรำทำเพลง หรือแสดงการละเล่นทุกชนิด 
8.ห้ามทำนายทายทักโชคชะตา และคุยกันด้วยเรื่องการเมืองที่ทำให้ร้อนใจ 
9.ห้ามเรี่ยไร และแจกใบฎีกาทุกชนิด 
10.โปรดแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยกฎระเบียบการมาวัดพระธรรมกาย"บัณฑิตย่อมรับรู้ และปฎิบัติตามระเบียบวินัย" 
การแต่งกายสุภาพ..เป็นความดีสากล มารยาทการแต่งกายที่สุภาพเมื่อมาวัด 
- ควรสวมเสื้อผ้าสีขาวทั้งชุดหรืออย่างน้อยก็เสื้อสีขาวเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย 
- ไม่ควรสวมเสื้อผ้าโปร่งบาง หรือหรูหราราคาแพงเกินไป 
- ไม่ควรสวมเสื้อผ้ารัดรูป 
- ผู้หญิงไม่ควรนุ่งกระโปรงสั้นหรือผ่าหน้าผ่าหลัง ควรนำผ้าคลุมเข่าไปด้วย เพื่อใช้คลุมเข่าขณะนั่งพับเพียบหรือนั่งสมาธิ 
- ควรเว้นการประพรมน้ำหอม
- ไม่ควรแต่งหน้า เขียนคิ้ว ทาปาก ทาเล็บ ฯลฯ จนเกินงาม
- ไม่ควรสวมเครื่องประดับราคาแพง เช่น แหวนเพชร นาฬิกาเรือนทอง    หรือสร้อยทองคำเส้นโต ๆ ฯลฯคำสอนหลวงพ่อธัมมชโยเรื่องการแต่งกายมาวัด

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วิธีการทำบุญและพิธีบวช

วิธีการทำบุญ

คำว่า "บุญ" แปลว่า ความสุข ความดี ความสะอาด ความผ่องแผ้วแห่งจิต
คำว่า "การทำบุญ" หมายถึง การทำกิจใดๆ เพื่อให้ได้บุญ คือ เพื่อให้ได้ความสุขกายสบายใจ กิจที่ทำนั้นต้องเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่น โดยถูกทำนองคลองธรรม สำหรับคำว่า "การ บำเพ็ญบุญ" มีความหมายเช่นเดียวกับ "การทำบุญ"
วิธีการทำบุญ เพื่อจะให้ได้บุญนั้น มีอยู่ ๓ วิธี โดยจำแนกตามจิต รวมเรียกว่า "บุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง" คือ

๑.ทานมัย วิธีการทำบุญด้วยการบริจาคทาน เป็นเรื่องของจิตเกี่ยวเนื่องกับสิ่งของที่จะทำทาน มีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างหยาบคือความโลภได้ ผู้ที่ได้บุญจากทานมัยย่อมเป็นคนกว้างขวาง เป็น ที่รักและเคารพของปวงชน สมานไมตรีกันไว้ได้ทุกชั้น ทั้งยึดถือประโยชน์ของคนที่มีทรัพย์ได้ด้วย เราจำแนกทานออกเป็น ๒ อย่างคือ

     ๑.๑ อามิสทาน เป็นการสละทรัพย์ของตนแก่คนทั้งหลาย ด้วยอัธยาศัยเมตตาเผื่อแผ่ เช่น ถวายทานแด่พระภิกษุสามเณร คนชรา ขอทาน ผู้ตกยาก เป็นต้น
      ๑.๒ ธรรมทาน เป็นการแนะนำสั่งสอนชี้แจงให้ผู้อื่นรู้จักบาปบุญคุณโทษ ให้วิชาความรู้ ดังพุทธภาษิตที่ว่า "สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ" แปลว่า การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ ทั้งปวง

๒. สีลมัย วิธีการทำบุญด้วยการรักษาศีล เป็นเรื่องของจิตเกี่ยวเนื่องกับกายวาจา สีลมัยมีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างกลาง คือความโกรธได้ ผู้ที่ได้บุญจากสีลมัยย่อมเป็นที่รักและเคารพของชนทั้งหลาย หมดความรังเกียจซึ่งกันและกัน ทั้งทำให้เป็นคนองอาจด้วย สีลมัยจำแนกเป็น

     ๒.๑ ศีล ๕ สำหรับสามัญชนทั่วไป
     ๒.๒ ศีล ๘ หรือ อุโบสถศีล สำหรับอุบาสกอุบาสิกา
     ๒.๓ ศีล ๑๐ สำหรับสามเณร
     ๒.๔ ศีล ๒๒๗ สำหรับพระภิกษุ
ปกติคนที่ถูกโทสะครอบงำจิตย่อมจะเดือดร้อนใจ มักจะเสียความประพฤติทางกาย และ วาจา จำต้องรักษาศีลควบคุมกายวาจาให้สงบ ตลอดจนคลุมจิตใจให้เป็นปกติหายโทสะ จิตจึง จะเป็นบุญ

๓. ภาวนามัย วิธีการทำบุญด้วยการภาวนา เป็นเรื่องของจิตอย่างเดียว ผู้ที่ได้บุญจากการ
ภาวนามัย ย่อมเป็นคนหนักแน่นมั่นคง แม้กระทบกระทั่งอารมณ์ใดๆ ย่อมจะไม่หวั่นไหวไปตาม อารมณ์นั้นๆ การภาวนา เป็นการอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีและให้ฉลาด สำหรับคนทั่วไป ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียน หมั่นฟัง หมั่นคิด หมั่นท่องบ่นหลักวิชาการต่างๆ หมั่นสนทนากับ ท่านผู้รู้จนเกิดความฉลาด การภาวนาที่ละเอียดมากขึ้น ได้แก่

     ๓.๑ สมถภาวนา (สมถกัมมัฏฐาน) คือการทำจิตให้อยู่ในอารมณ์เดียว ด้วยการสำรวม ความ
ระวัง และตั้งใจ
     ๓.๒ วิปัสสนาภาวนา (วิปัสสนากัมมัฏฐาน) คือใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นแจ้งในสังขารธรรม
ทั้งปวง ด้วยความฝึกฝน ความทรมาน ความดัดสันดานและด้วยความข่มใจ

ภาวนามัยเป็นข้อสำคัญที่สุดในบุญกิริยาทั้งหลาย เพราะยึดบุญกิริยานั้นๆ ให้คงอยู่ได้ด้วย แกนเหล็กที่ตั้งอยู่ ณ ภายในทำของที่หุ้มอยู่ ณ ภายนอกให้มั่นคงฉะนั้น อันความงามความดีที่ จะเป็นผล ซึ่งบุคคลที่ประพฤติให้ปรากฏออกภายนอกด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ต้องมีภาวนา เป็นสารอยู่ภายใน ย่อมเป็นไปดังสุคนธชาติ เป็นต้นว่า เนื้อไม้ที่อบไว้เป็นอันดี เพราะเหตุนั้น กุศลราศีที่บุคคลทำให้มีขึ้นโดยสนิทใจ ได้ชื่อว่าภาวนาเพราะใจความว่าเป็นเครื่องอบรมกุศล ให้มีขึ้นในสันดาน

เครื่องบูชา แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ :-
๑. อามิสบูชา ได้แก่การบูชาด้วยอามิส มีดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น
๒.ปฏิบัติบูชา ได้แก่ การบูชาด้วยการเจริญสมาธิวิปัสสนา
ในบรรดาการบูชาทั้ง ๒ แบบนั้น พระพุทธองค์ ทรงตรัสว่า การปฏิบัติบูชา ถือว่าเป็นเยี่ยม. 



พิธีบวช

     คำว่า บวช มาจากคำว่า พรรพชา แปลตามรูปศัพท์ว่า การเว้นชั่ว คือ เว้นจากสิ่งไม่ดีไม่งามทั้งหมด


การบวชพระ (การอุปสมบท)


    วิธีการบวชพระจะต้องทำเป็น ๒ ขั้น ขั้นแรกต้องพรรพชา คือ บวชเป็นสามเณรเสียก่อน แล้วต่อมาหรือในทันทีทันใดนั้นก็เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ บางท่านบวชเณรอยู่หลายปีจนอายุครบ ๒o ปีบริบูรณ์แล้วจึงได้บวชพรั ในกรณีเช่นนี้ก็ทำพิธีอุปสมบทต่อไปได้เลย ไม่ต้องมาบวชเณรใหม่